วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559
พุทธวจน อานาปานสติ ละได้เสียซึ่งความฟุ้งซ่าน
อานาปานสติ ละได้เสียซึ่งความฟุ้งซ่าน
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการอย่างไรเล่า คือ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑, ความผู้มีมิตรชั่ว ๑, ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ธรรม ๓ ประการ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๓ ประการอันภิกษุพึง ทำให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านี้ ๓ ประการอย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) ความเป็นผู้ว่าง่าย อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้ว่ายาก;
(๒) ความเป็นผู้มีมิตรดี อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้มีมิตรชั่ว;
(๓) อานาปานสติ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพีงทำให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านั้น.
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๑๘/๓๘๖
พุทธวจน นิพพานคือโอกาสว่างในที่คับแคบ
#ปัญญาสติ กับ #นามรูปดับ เพราะ #วิญญาณดับ
---
"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์! ข้าพระองค์กราบทูลถามแล้ว
ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมนั้น คือปัญญาและสติกับนามรูป แก่ข้าพระองค์เถิด;
ปัญญาและสติกับนามรูปนั้นจะดับไปในที่ไหน?
----
ดูก่อนอชิตะ! ท่านถามปัญหานั้นข้อใด เราจะแก้ปัญหา
ข้อนั้นแก่ท่าน : นามและรูป ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด,
ปัญญาและสติกับนามรูปนั้น ก็ย่อมดับไปในที่นั้น,
เพราะความดับไปแห่งวิญญาณ แล.
----
- สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๓๐/๔๒๕. - จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๐-๒๑/๘๐,๗๕
#สิ่ง #สิ่งหนึ่ง
ภิกษุ ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้:“สิ่ง” สิ่งหนึ่ง
ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ไม่มีที่สุด
แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ,นั้นมีอยู่.
ใน “สิ่ง”นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง”
นั้นแหละความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม
ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ.
นามรูป ดับสนิทใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ, ดังนี้”.
บาลี เกวัฏฏสูตร สี. ที. ๙/๒๗๗/๓๔๓.
ตรัสแก่เกวัฏฏะคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา.
---
"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์! ข้าพระองค์กราบทูลถามแล้ว
ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมนั้น คือปัญญาและสติกับนามรูป แก่ข้าพระองค์เถิด;
ปัญญาและสติกับนามรูปนั้นจะดับไปในที่ไหน?
----
ดูก่อนอชิตะ! ท่านถามปัญหานั้นข้อใด เราจะแก้ปัญหา
ข้อนั้นแก่ท่าน : นามและรูป ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด,
ปัญญาและสติกับนามรูปนั้น ก็ย่อมดับไปในที่นั้น,
เพราะความดับไปแห่งวิญญาณ แล.
----
- สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๓๐/๔๒๕. - จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๐-๒๑/๘๐,๗๕
#สิ่ง #สิ่งหนึ่ง
ภิกษุ ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้:“สิ่ง” สิ่งหนึ่ง
ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ไม่มีที่สุด
แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ,นั้นมีอยู่.
ใน “สิ่ง”นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง”
นั้นแหละความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม
ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ.
นามรูป ดับสนิทใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ, ดังนี้”.
บาลี เกวัฏฏสูตร สี. ที. ๙/๒๗๗/๓๔๓.
ตรัสแก่เกวัฏฏะคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา.
พุทธวจน นิพพานธาตุ 2 ประการ
พุทธวจน นิพพานธาตุ 2 ประการ
ธาตุสูตร [๒๒๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์(หมายถึง ย่อมยังมีเวทนาอยู่เป็นธรรมดาของชีวิต จึงมี)ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ (ก็)เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใด(อัน)เป็นธรรมชาติ(ของขันธ์หรือชีวิต ยัง)ไม่บุบสลาย(แตกดับไป) อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย (เราจึงเรียก)ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น(ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่) นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น(อันย่อม)เป็นธรรมชาติ(ของชีวิตเมื่อยังดำรงชีวิตหรือขันธ์อยู่) (ดังนั้น)อัน(เมื่อ)กิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น(ย่อม)ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว (จึงย่อม)จักเย็น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
(สำนวนตรงนี้ อาจตีความจนเกิดวิจิกิจฉาได้ แต่มีความหมายถึง เวทนาทั้งปวง ย่อมสิ้นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม เพราะถึงกาละหรือความตายแล้ว จึงไม่เสวยเวทนาทั้งปวงแม้ในอินทรีย์ ๕ ดังสอุปาทิเสสนิพพานข้างต้น ; หรือเป็นดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวแสดงความหมายของนิพพานในอีกลักษณาการหนึ่งซึ่งดีงามเช่นกัน) ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการ นี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้วในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ประกาศไว้แล้ว อันนิพพานธาตุ อย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า สอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวงอันมีในเบื้องหน้าชื่อว่า อนุปาทิเสส ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้ มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลส เพราะบรรลุธรรมอันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า ได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๗
-ขนฺธ สํ ๑๗/๑๐๑/๑๕๓ (อริยสัจจากพระโอษฐ์ หน้า ๖๑๗ พุทธทาสภิกขุ)
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559
พุทธวจน ผู้เกษมจากโยคะ
พุทธวจน ผู้เกษมจากโยคะ
โยคสูตร
[๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
โยคะ ๔ ประการนี้
๔ ประการเป็นไฉน
คือ กามโยคะ ๑
ภวโยคะ ๑
ทิฏฐิโยคะ ๑
อวิชชาโยคะ ๑
[๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
โยคะ ๔ ประการนี้
๔ ประการเป็นไฉน
คือ กามโยคะ ๑
ภวโยคะ ๑
ทิฏฐิโยคะ ๑
อวิชชาโยคะ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
ก็กามโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง
ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม
ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะกาม
ความเพลิดเพลินเพราะกาม
ความเยื่อใยเพราะกาม
ความหมกมุ่นเพราะกาม
ความกระหายเพราะกาม
ความเร่าร้อนเพราะกาม
ความหยั่งลงในกาม
และความทะยานอยากเพราะกาม
ในกามทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่ากามโยคะ
กามโยคะเป็นดังนี้
ก็กามโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง
ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม
ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะกาม
ความเพลิดเพลินเพราะกาม
ความเยื่อใยเพราะกาม
ความหมกมุ่นเพราะกาม
ความกระหายเพราะกาม
ความเร่าร้อนเพราะกาม
ความหยั่งลงในกาม
และความทะยานอยากเพราะกาม
ในกามทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่ากามโยคะ
กามโยคะเป็นดังนี้
ก็ภวโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะภพ
ความเพลิดเพลินเพราะภพ
ความเยื่อใยเพราะภพ
ความหมกมุ่นเพราะภพ
ความกระหายเพราะภพ
ความเร่าร้อนเพราะภพ
ความหยั่งลงในภพ
และความทะยานอยากเพราะภพ
ในภพทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่า ภวโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะเป็นดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะภพ
ความเพลิดเพลินเพราะภพ
ความเยื่อใยเพราะภพ
ความหมกมุ่นเพราะภพ
ความกระหายเพราะภพ
ความเร่าร้อนเพราะภพ
ความหยั่งลงในภพ
และความทะยานอยากเพราะภพ
ในภพทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่า ภวโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะเป็นดังนี้
ก็ทิฏฐิโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณโทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะทิฐิ
ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิ
ความเยื่อใยเพราะทิฐิ
ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ
ความกระหายเพราะทิฐิ
ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ
ความหยั่งลงเพราะทิฐิ
และความทะยานอยากเพราะทิฐิ
ในทิฐิทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าทิฏฐิโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะ
ทิฏฐิโยคะเป็นดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับคุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณโทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะทิฐิ
ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิ
ความเยื่อใยเพราะทิฐิ
ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ
ความกระหายเพราะทิฐิ
ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ
ความหยั่งลงเพราะทิฐิ
และความทะยานอยากเพราะทิฐิ
ในทิฐิทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าทิฏฐิโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะ
ทิฏฐิโยคะเป็นดังนี้
ก็อวิชชาโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖
ประการตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง
ความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
ความไม่รู้ความไม่หยั่งรู้ ใน
ผัสสายตนะ ๖ ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่า อวิชชาโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะทิฏฐิโยคะ
และอวิชชาโยคะ เป็นดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖
ประการตามความเป็นจริง
เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง
ความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
ความไม่รู้ความไม่หยั่งรู้ ใน
ผัสสายตนะ ๖ ย่อมเกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่า อวิชชาโยคะ
กามโยคะ ภวโยคะทิฏฐิโยคะ
และอวิชชาโยคะ เป็นดังนี้
บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยอกุศลธรรมอันลามก
อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย
มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชราและ
มรณะต่อไปอีก
ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
ผู้ไม่เกษมจากโยคะ
ด้วยอกุศลธรรมอันลามก
อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย
มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชราและ
มรณะต่อไปอีก
ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
ผู้ไม่เกษมจากโยคะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
โยคะ ๔ ประการเหล่านี้แล ฯ
โยคะ ๔ ประการเหล่านี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
ความพรากจากโยคะ ๔
ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
ความพรากจากกามโยคะ ๑
ความพรากจากภวโยคะ ๑
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ ๑
ความพรากจากอวิชชาโยคะ ๑
ความพรากจากโยคะ ๔
ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
ความพรากจากกามโยคะ ๑
ความพรากจากภวโยคะ ๑
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ ๑
ความพรากจากอวิชชาโยคะ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
ก็ความพรากจากกามโยคะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะกาม
ความเพลิดเพลินเพราะกาม
ความเยื่อใยเพราะกาม
ความหมกมุ่นเพราะกาม
ความกระหายเพราะกาม
ความเร่าร้อนเพราะกาม
ความหยั่งลงในกาม
ความทะยานอยากเพราะกาม
ในกามทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้
เราเรียกว่าความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากกามโยคะเป็นดังนี้
ก็ความพรากจากภวโยคะเป็นไฉน
ก็ความพรากจากกามโยคะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะกาม
ความเพลิดเพลินเพราะกาม
ความเยื่อใยเพราะกาม
ความหมกมุ่นเพราะกาม
ความกระหายเพราะกาม
ความเร่าร้อนเพราะกาม
ความหยั่งลงในกาม
ความทะยานอยากเพราะกาม
ในกามทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้
เราเรียกว่าความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากกามโยคะเป็นดังนี้
ก็ความพรากจากภวโยคะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งภพทั้งหลายตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะภพ
ความเพลิดเพลินเพราะภพ
ความเยื่อใยเพราะภพ
ความหมกมุ่นเพราะภพ
ความกระหายเพราะภพ
ความเร่าร้อนเพราะภพ
ความหยั่งลงในภพ
และความทะยานอยากเพราะภพ
ในภพทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ เป็นดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งภพทั้งหลายตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะภพ
ความเพลิดเพลินเพราะภพ
ความเยื่อใยเพราะภพ
ความหมกมุ่นเพราะภพ
ความกระหายเพราะภพ
ความเร่าร้อนเพราะภพ
ความหยั่งลงในภพ
และความทะยานอยากเพราะภพ
ในภพทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ เป็นดังนี้
ก็ความพรากจากทิฏฐิโยคะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งทิฐิทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งทิฐิทั้งหลายตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะทิฐิ
ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิ
ความเยื่อใยเพราะทิฐิ
ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ
ความกระหายเพราะทิฐิ
ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ
ความหยั่งลงในทิฐิ
และความทะยานอยากเพราะทิฐิ
ในทิฐิทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพรากจากทิฏฐิโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้
ก็ความพรากจากอวิชชาโยคะเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งทิฐิทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งทิฐิทั้งหลายตามความเป็นจริง
ความกำหนัดเพราะทิฐิ
ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิ
ความเยื่อใยเพราะทิฐิ
ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ
ความกระหายเพราะทิฐิ
ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ
ความหยั่งลงในทิฐิ
และความทะยานอยากเพราะทิฐิ
ในทิฐิทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพรากจากทิฏฐิโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้
ก็ความพรากจากอวิชชาโยคะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่ง ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ
คุณ โทษและอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
ความไม่รู้ ความไม่หยั่งรู้
ในผัสสายตนะ ๖ ประการ
ย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพราก
จากอวิชชาโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่ง ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
เมื่อเขารู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ
คุณ โทษและอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ
ตามความเป็นจริง
ความไม่รู้ ความไม่หยั่งรู้
ในผัสสายตนะ ๖ ประการ
ย่อมไม่เกิดขึ้น
นี้เราเรียกว่าความพราก
จากอวิชชาโยคะ
ความพรากจากกามโยคะ
ความพรากจากภวโยคะ
ความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้
บุคคลผู้พรากจากอกุศลธรรมอันลามก
อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย มีทุกข์
เป็นวิบาก มีชาติ ชรา
และมรณะต่อไปอีก
ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
ผู้เกษมจากโยคะ
อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย มีทุกข์
เป็นวิบาก มีชาติ ชรา
และมรณะต่อไปอีก
ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
ผู้เกษมจากโยคะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย !
ความพรากจากโยคะ ๔
ประการ นี้แล ฯ
สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วย
กามโยคะ
ภวโยคะ
ทิฏฐิโยคะ
และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติ
ถึงชาติและมรณะไปสู่
สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด
กำหนดรู้กามทั้งหลาย
และภวโยคะโดยประการทั้งปวง
ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ
และสำรอก อวิชชาเสียได้
สัตว์เหล่านั้นแล
เป็นผู้พรากจากโยคะทั้งปวง
เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
ความพรากจากโยคะ ๔
ประการ นี้แล ฯ
สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วย
กามโยคะ
ภวโยคะ
ทิฏฐิโยคะ
และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติ
ถึงชาติและมรณะไปสู่
สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด
กำหนดรู้กามทั้งหลาย
และภวโยคะโดยประการทั้งปวง
ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ
และสำรอก อวิชชาเสียได้
สัตว์เหล่านั้นแล
เป็นผู้พรากจากโยคะทั้งปวง
เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
พระไตรปิฎกฉบับหลวง (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๒๑/๙-๑๑/๑๐
เล่มที่ ๒๑/๙-๑๑/๑๐
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559
พุทธวจน โอกาสสงเคราะห์ญาติสาโลหิตที่ไม่มีศรัทธาควรทำอย่างไร
โอกาสสงเคราะห์ญาติสาโลหิตที่ไม่มีศรัทธาควรทำอย่างไร{พุทธวจน}
#อานิสงส์ในการฟังธรรมก่อนตาย
***
#ฟังธรรม..
-จากตถาคต
-สาวกตถาคต
-ระลึกถึงบทแห่งธรรมที่ทรงจำไว้
***
-จะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้(อนาคามี)
-ที่ละได้แล้วจะน้อมไปเพื่อนิพพาน
***
ดูกรอานนท์
อานิสงส์
#ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร
#ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร
๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
-
ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ และในเวลา
ตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้น
จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้ว
จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
-
ดูกร อานนท์
จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้
ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
-
ในเวลาใกล้ตาย
#เธอได้เห็นตถาคต
ตถาคตย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ
บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ
-
จิตของเธอย่อมหลุดพ้น
จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
-
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑
ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ
-
อีก ประการหนึ่ง
จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
-
ในเวลาใกล้ตาย
เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย
#แต่ได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคต ย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
-
ดูกรอานนท์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒
ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ
-
อีกประการหนึ่ง
จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
-
ในเวลาใกล้ตาย
เธอไม่ได้เห็นตถาคต
และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย
แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ
#ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา
เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ
ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา
ได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมหลุดพ้น
จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
-
ดูกรอานนท์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓
ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม
โดยกาลอันควร ฯ
-
ดูกร อานนท์
จิตของมนุษย์ในธรรมวินัยนี้
ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน
อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
-
ในเวลาใกล้ตาย
#เธอย่อมได้เห็นพระตถาคต
พระตถาคตย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น ... แก่ เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน
อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
-
ดูกรอานนท์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔
ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ
-
อีกประการหนึ่ง
จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน
อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
-
ในเวลาใกล้ตาย
เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต
#แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน
เป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
-
ดูกรอานนท์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕
ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ
-
อีกประการหนึ่ง
จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้ว
จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน
อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
-
ในเวลาใกล้ตาย
เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต
และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย
#แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรม
ตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา
เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ
ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน
อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
-
ดูกรอานนท์
นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖
ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม
โดยกาลอันควร
-
ดูกรอานนท์
อานิสงส์ในการฟังธรรม
ในการใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร
๖ ประการนี้แล ฯ
-
(ภาษาไทย) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๔๓/๓๒๗
-
http://etipitaka.com/read?language=th...
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559
พุทธวจน ภพต่อไปของคนรักสัตว์
ภพต่อไปของคนรักสัตว์ {พุทธวจน}
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่
ย่อมดำริ(ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่
และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ)ในสิ่งใดอยู่
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
เมื่ออารมณ์ มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี
เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีอยู่
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย
จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด
ย่อมไม่ดำริ(โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด
แต่เขายังมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
เมื่ออารมณ์ มีอยู่ความตั้งขึ้นเฉพาะแหง่ วิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่ง ภพใหม่ต่อไป ย่อมมี
เมี่อความเกิดขึ้นแหง่ภพใหม่ต่อไป มีอยู่
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพรอ้ ม
แหง่ กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ก็ถ้าว่าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย
ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย
และย่อมไม่มีจิตฝัง ลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย
ในกาลใด ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์
เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย
เมื่ออารมณ์ไม่มีความตั้งขึ้นเฉพาะแห่ง วิญญาณ ย่อมไม่มี
เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี
เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล.
นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่
ย่อมดำริ(ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่
และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ)ในสิ่งใดอยู่
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
เมื่ออารมณ์ มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี
เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มีอยู่
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย
จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด
ย่อมไม่ดำริ(โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด
แต่เขายังมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่
สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
เมื่ออารมณ์ มีอยู่ความตั้งขึ้นเฉพาะแหง่ วิญญาณย่อมมี
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่ง ภพใหม่ต่อไป ย่อมมี
เมี่อความเกิดขึ้นแหง่ภพใหม่ต่อไป มีอยู่
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพรอ้ ม
แหง่ กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
ก็ถ้าว่าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย
ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย
และย่อมไม่มีจิตฝัง ลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย
ในกาลใด ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์
เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย
เมื่ออารมณ์ไม่มีความตั้งขึ้นเฉพาะแห่ง วิญญาณ ย่อมไม่มี
เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว
ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี
เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี
ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล.
นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)