วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันเสาร์_หลังฉัน 1_2015-05-23



อนุโมทนา กับท่าน อำนวย กลิ่นอยู่ ผู้ปวารณาจัดพิมพ์

พุทธวจน-ปิฎก อักษรโรมัน-อังกฤษ Launching of BUDDHAWAJANA-PITAKA Roman-English Version : ท่านเป็นประวัติศาสตร์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระคุณ.ในการที่คำตถาคตล้วนๆ.ได้กระจายสู่นานาชาติเป็นครั้งแรก...อนุโมทนาสาธุๆๆคะhttps://www.youtube.com/watch?v=ztJ2IDQBM80

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันพฤหัสบดี_2015-05-21



‪วิญญาณไม่ได้เวียนว่ายตายเกิด‬

‪‎สัตว์เวียนว่ายตายเกิด‬

‪‎สัตว์คือ  ‬.. ประมาณนาทีที่ 1.40 https://www.youtube.com/watch?v=bvDrSsZe8kU

*******



‪#‎ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก‬

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุ เธอจงมา เธอจงเรียกสาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร

ตามคำของเราว่า ดูกรท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน

ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว

จึงเข้าไปหาสาติภิกษุ

แล้วบอกว่าดูกรท่านสาติ

พระศาสดารับสั่งให้หาท่านสาติภิกษุรับคำภิกษุนั้นแล้ว

จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค

ถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว

จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามก

เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า

เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม

ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า

-

วิญญาณนี้นั่นแหละ

ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ?

-

สาติภิกษุทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม

ตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงว่า

วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง

-

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร?

สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้

ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย

ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

-

ดูกรโมฆบุรุษ

เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า

-

ดูกรโมฆบุรุษ

วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น

เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ

ความ เกิดแห่งวิญญาณ

เว้นจากปัจจัย มิได้มี

-

ดูกรโมฆบุรุษ

ก็เมื่อเป็นดังนั้น

เธอกล่าวตู่เราด้วย

ขุดตนเสียด้วย

จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย

เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว

-

ดูกรโมฆบุรุษ

ก็ความเห็นนั้นของเธอ

จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์

เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน

(ภาษาไทย) มู. ม. ๑๒ / ๓๓๑ / ๔๔๒

http://etipitaka.com/read?language=thai&number=331&volume=12

---

‪#‎สัตว์ต้องเวียนว่ายเพราะไม่เห็นอริยสัจ‬

ภิกษุทั้งหลาย !

เปรียบเหมือนท่อนไม้อันบุคคลซัดขึ้นไปสู่อากาศ

บางคราวตกเอาโคนลง

บางคราวตกเอาตอนกลางลง

บางคราวตกเอาปลายลง, ข้อนี้ฉันใด ;

-

ภิกษุทั้งหลาย !

สัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น

มีตัณหาเป็นเครื่องผูก

แล่นไปอยู่

ท่องเที่ยวไปอยู่ในสังสารวัฏ

-

ก็ทำนองเดียวกัน

บางคราวแล่นไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น

บางคราวแล่นจากโลกอื่นสู่โลกนี้.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

-

ภิกษุทั้งหลาย !

ข้อนั้น เพราะความที่เขาเป็นผู้ไม่เห็นซึ่งอริยสัจทั้งสี่.

อริยสัจสี่อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ

อริยสัจคือทุกข์

อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์

อริยสัจ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

-

ภิกษุทั้งหลาย !

เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้

เธอพึงประกอบโยคกรรม

อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า

“ทุกข์ เป็นอย่างนี้,

เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,

ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้” ดังนี้

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น หน้า ๙๗

(ภาษาไทย) มหาวาร. สํ. ๑๙ / ๔๓๕ / ๑๗๑๖

---

‪#‎ความสิ้นตัณหา‬ คือ ‪#‎นิพพาน‬ (เหตุที่เรียกว่า “สัตว์”)

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ที่เรียกว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ดังนี้,

อันว่าสัตว์มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? พระเจ้าข้า !”

ราธะ !

ความพอใจอันใด

ราคะอันใด

นันทิอันใด

ตัณหาอันใด

มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา

ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ,

เพราะการติดแล้ว ข้องแล้ว ในสิ่งนั้น ๆ,

เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ‘สัตว์’ ดังนี้

--

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น หน้า ๔๒๑

(ภาษาไทย) ขนฺธ. สํ. ๑๗ / ๑๙๑ / ๓๖๗

http://etipitaka.com/read?language=thai&number=191&volume=17

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อกุศลกรรมบทสิบ



‪#‎อกุศลกรรมบถ๑๐‬

‪#‎นรก‬ ‪#‎กำเนิดเดรัชฉาน‬ ‪#‎เปรตวิสัย‬ ‪#‎ทุคติใดๆ‬ ปรากฎ..

https://www.youtube.com/watch?v=i3W7UaEUU-I

จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง

ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง

ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง

จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี๓ อย่างเป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่

การฆ่าและทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต

(๒) เป็นผู้มีปกติถือเอาสิ่งของที่มีเจ้าของมิได้ให้

คือวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของบุคคลอื่นที่อยู่ในบ้านหรือ

ในป่าก็ตาม เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ด้วยอาการ

แห่งขโมย

(๓) เป็นผู้มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือประพฤติผิด)

ในหญิง ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง

หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย) เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น

จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาด

ทางกาย ๓ อย่าง.

จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง

เป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติกล่าวเท็จ

ไปสู่สภาก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี

ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดี

อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้อย่างไร

ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น” ดังนี้, บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าว

ว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น,

เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่นหรือเพราะเหตุเห็นแก่

อามิสไรๆ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่

(๒) เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายนี้แล้ว

ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว

มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เป็นผู้ทำคนที่สามัคคีกัน

ให้แตกกันหรือทำคนที่แตกกันแล้วให้แตกกันยิ่งขึ้น พอใจยินดี เพลิดเพลินในการแตกกันเป็นพวก เป็นผู้กล่าววาจาที่กระทำให้แตกกันเป็นพวก

(๓) เป็นผู้มีวาจาหยาบ อันเป็นวาจาหยาบคาย

กล้าแข็ง แสบเผ็ดต่อผู้อื่น กระทบกระเทียบผู้อื่น แวดล้อมอยู่

ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เขาเป็นผู้กล่าววาจา

มีรูปลักษณะเช่นนั้น

(๔) เป็นผู้มีวาจาเพ้อเจ้อ คือเป็นผู้กล่าวไม่ถูกกาล

ไม่กล่าวตามจริง กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย

เป็นผู้กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่ถูกกาละเทศะ ไม่มีจุดจบ

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นไม่ความสะอาด

ทางวาจา ๔ อย่าง.

จุนทะ ! ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง

เป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มากด้วย

อภิชฌา (ความโลภเพ่งเล็ง) เป็นผู้โลภเพ่งเล็งวัตถุอุปกรณ์

แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า “สิ่งใดเป็นของผู้อื่น สิ่งนั้นจงเป็น

ของเรา” ดังนี้;

(๒) เป็นผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจเป็นไป

ในทางประทุษร้ายว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จงเดือดร้อน

จงแตกทำลาย จงขาดสูญ จงพินาศ อย่าได้มีอยู่เลย” ดังนี้

เป็นต้น;

(๓) เป็นผู้มีความเห็นผิด มีทัสสนะวิปริตว่า

“ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชา

ที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว

ไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี,

โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้ว ปฏิบัติแล้ว

โดยชอบถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญา

โดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี” ดังนี้.

จุนทะ ! อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาด

ทางใจ ๓ อย่าง.

จุนทะ ! เหล่านี้แล เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐.

จุนทะ ! บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐

เหล่านี้ ลุกจากที่นอนตามเวลาแห่งตนแล้ว แม้จะลูบแผ่นดิน

ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคน

สะอาดไปไม่ได้; แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,แม้จะไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะจับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่จับหญ้าเขียวก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่บำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้; แม้จะลงน้ำในเวลา

เย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้, แม้จะไม่ลงน้ำ

เวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้.

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

จุนทะ ! เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐

ประการเหล่านี้ เป็นตัวความไม่สะอาด และเป็นเครื่อง

กระทำความไม่สะอาด.

จุนทะ ! อนึ่ง เพราะมีการประกอบด้วย

อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้เป็นเหตุ นรก

ย่อมปรากฏ กำเนิดเดรัจฉานย่อมปรากฏ เปรตวิสัยย่อม

ปรากฏ หรือว่า ทุคติ ใด ๆ แม้อื่นอีก ย่อมมี.

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕.

**************************************

ฟังพุทธวจน บรรยายได้ที่ www.watnapp.com

ศึกษา พุทธวจน(คำของพระพุทธเจ้า)ได้ที่นี่

http://www.buddhakos.org/

http://watnapp.com/

http://media.watnapahpong.org/

http://www.buddhaoat.org/

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันพุธ_หลังฉัน 1_2015-04-15



เรืื่องยากๆๆ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า

(((สัตตานัง))) (((จิต  มโน วิญญาณ))) (((สิ่งๆ หนึ่ง(อสังขตะสภาวะคงที่))) ชัดเจนมากคะ คลิปนี้ประมาณนาทีที่ 9.40 และนาทีที่ 15.30

(((จิต มโน  วิญญาณ)))....กับ...(((สัตตานัง)))..   https://www.youtube.com/watch?v=JL5bpRattt4

-

วิญญาณหลุดออกจาก 4 ธาตุ ก็ไม่สามารถปรุงแต่งรูปนามได้

#

เมื่อหลุดพ้นก็ตั้งมั่น..อะไรตั้งมั่น..(((สิ่งๆ หนึ่ง)))

---

ภิกษุทั้งหลาย !

ถ้าราคะในรูปธาตุ

ในเวทนาธาตุ

ในสัญญาธาตุ

ในสังขารธาตุ

ในวิญญาณธาตุ

เป็นสิ่งที่ ภิกษุละได้แล้ว;

-

เพราะละราคะได้

อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง

ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี,

-

วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงาม

หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง,

-

เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น,

เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง,

เพราะยินดีในตนเองก็ไม่หวั่นไหว,

เมื่อไม่หวั่นไหว

ก็ปรินิพพานเฉพาะตน.

-

ย่อมรู้ชัดว่า

“ชาตินี้สิ้นแล้ว

พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว,

กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว,

กิจอื่นที่จะต้องทำ เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้.

-

ตามรอยธรรม  หน้า ๔๗

(ภาษาไทย) ขนฺธ. สํ.  ๑๗/๕๓/๑๐๕

---

http://etipitaka.com/read/thai/17/53/

 --

ประมาณนาทีที่ 15.30

(((จิต มโน  วิญญาณ)))....กับ...(((สัตว์)))..

นวสูตร

 ......... กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา

วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช

ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง

-

((วิญญาณ))...ประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลวของ..(((สัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ)))) .....

-

ด้วยประการฉะนี้

จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก............

-

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐

สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

หน้าที่ ๒๑๑ ข้อที่ ๕๑๖

---

http://etipitaka.com/read/thai/20/211/?keywords=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันอังคาร_หลังฉัน_2015-05-19



สถานที่อันเป็นทิพย์

สถานที่ใดก็ตามที่บุคคลเข้าฌาน 1,2,3,4 ได้ สถานที่นั้นเป็นสถานที่อันเป็นทิพย์

ประมาณนาทีที่ 4.14 https://www.youtube.com/watch?v=NU706mky1NI&feature=share

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิด

เหล่าไหน คือ

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑

...............................................................................................

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑

..................

วัจฉ. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ

ก็ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์

ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ

-

พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่

เวลาเช้าเรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร

เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ

เวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว

เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่ง มีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นกองแล้ว

นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เราสงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรม

เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ

และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

-

เข้าทุติยฌาน

มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน

เป็นธรรมเอกผุดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

เพราะวิตกวิจาร สงบไป

มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

มีอุเบกขา

มีสติสัมปชัญญะ

เสวยสุขด้วยนามกาย

-

เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌาน

ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้

เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

-

เข้าจตุตถฌาน

ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข

เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้

มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

-

ดูกรพราหมณ์

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้

เดินจงกรมอยู่

ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่

ที่ยืนในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์

ถ้าเรา ผู้เป็นเช่นนี้นั่งอยู่

ที่นั่งในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นอน อยู่

ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์

-

ดูกรพราหมณ์ ที่นั่ง ที่นอน อันสูงใหญ่อันเป็นของทิพย์นี้แล

ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา

ได้โดย ไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

.............................................................................

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑

......................

วัจฉะ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม

ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ

-

พ. ดูกรพราหมณ์

เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่

เวลาเช้าเรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร

เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ

เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว

เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้น

เข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์

ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

-

มีใจประกอบด้วย....เมตตา....

แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒

ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้

ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง

แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า

ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์

ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้

ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

-

มีใจประกอบด้วย....กรุณา ...

มีใจประกอบด้วย....มุทิตา ...

มีใจประกอบด้วย....อุเบกขา...

แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้

ทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เบื้องขวาง

แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน

ด้วยใจอันประกอบด้วย ......อุเบกขา....อันไพบูลย์

ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้

ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

-

ดูกรพราหมณ์

ถ้าเรานั้นเป็นผู้เช่นนี้เดินจงกรมอยู่

ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่า......เป็นของพรหม...

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้

ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอน

อันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่า....เป็นของพรหม....

-

ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมนี้แล

ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

.....................................

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑

...................

วัจฉ. .... ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า

ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก

เป็นไฉน ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่

เวลาเช้านุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร

เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ

เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว

เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้น

รวมเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง

ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า

-

ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว

ทำให้เป็นเหมือน ตาลยอดด้วน

ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

-

โทสะ ... โมหะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว

ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน

ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

-

ดูกรพราหมณ์

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้

เดินจงกรมอยู่

ที่เดินจงกรมในสมัยนั้น ของเรา ชื่อว่า....เป็นของพระอริยะ...

ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่

นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่นั้น

สมัยนั้นของเรา ชื่อว่า...เป็นของพระอริยะ...

-

ดูกรพราหมณ์

ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้านี้แล

ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

http://etipitaka.com/read…#

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมระบบ video conference กับ กลุ่มพุทธวจน จ.ปัต...



จากคำถาม..ธรรมเรื่องอะไรที่พระพุทธเจ้าเน้นย่ำมากที่สุด?ประมาณนาทีที่ 15.15

พระอาจารย์ตอบด้วย 3 พระสูตร..คลิปนี้ต่อเรื่องปฏิจฯจากคลิปที่แล้วด้วย

อนุโมทนา สาธุๆๆ ภิกขุภาคใต้..ขอบพระคุณคะ

https://www.youtube.com/watch?v=Qwa5Xfi-Ib4&feature=youtube_gdata_player

--

-การรู้อริยสัจ๔ ...เร่งด่วนกว่า..การดับไฟ..ที่กำลังไหม้อยู่บนศรีษะ...

-การแทงตลอดในอริยสัจ๔

-อานิสงส์ในการฟังธรรม‬(พุทธวจน)ก่อนตาย

---

#สัตติสตสูตร

#ว่าด้วยการตรัสรู้อริยสัจ๔



[๑๗๑๗] พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย



เมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้แล้ว

จะควรกระทำอย่างไร?



ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้แล้ว

ควรจะกระทำความพอใจ

ความพยายาม

ความอุตสาหะ

ความไม่ย่นย่อ

ความไม่ท้อถอย

สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า

เพื่อดับผ้าหรือศีรษะนั้น.



พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลพึงวางเฉย

ไม่ใส่ใจถึงผ้าหรือศีรษะที่ถูกไฟไหม้

แล้ว



#พึงกระทำความพอใจ

#ความพยายาม

#ความอุตสาหะ

#ความไม่ย่นย่อ

#ความไม่ท้อถอย

#สติและสัมปชัญญะอย่างแรงกล้า

#เพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔

#ที่ยังไม่ตรัสรู้ตามความเป็นจริง



อริยสัจ ๔ เป็นไฉน? คือ

ทุกขอริยสัจ ฯลฯ

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ



ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ

เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร

เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า

นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.



พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

หน้าที่ ๔๓๖/๔๖๙

ข้อที่ ๑๗๑๘-๑๗๑๙



http://etipitaka.com/compare?utf8=✓&lang1=thai&volume=19&p1=435&lang2=pali&commit=►#



---

#การแทงตลอดในอริยสัจ๔

วาลสูตร

        ว่าด้วยการแทงตลอดตามความเป็นจริงยาก

    [๑๗๓๗] สมัยหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา

ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้น เวลาเช้า

ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว

ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี

ท่านพระอานนท์ได้เห็นลิจฉวีกุมารมากด้วยกัน

กำลังทำการยิงศรอยู่ในศาลาสำหรับเรียนศิลปะ

ยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก

แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด

ครั้นแล้ว ได้มีความคิดว่า พวกลิจฉวีกุมารเหล่านี้

ที่จักยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก

แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด

เป็นผู้ศึกษาแล้ว ศึกษาดีแล้ว.

-

    [๑๗๓๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์

ครั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลีแล้ว

เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ขอประทานพระวโรกาส

เมื่อเวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว

ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี

ได้เห็นลิจฉวีกุมารมากด้วยกัน

กำลังทำการยิงศรอยู่ในศาลาสำหรับเรียนศิลปะ

ยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก

แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด

ครั้นแล้ว ข้าพระองค์ได้มีความคิดว่า

พวกลิจฉวีกุมารเหล่านี้

ที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก

แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด

เป็นผู้ศึกษาแล้ว ศึกษาดีแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากัน

หรือจะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน?

-

คือ การที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก

แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด

กับการแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทราย

ที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน.

-

     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

การแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทราย

ที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน

กระทำได้ยากกว่า

และให้เกิดขึ้นได้ยากกว่าพระเจ้าข้า.

-

     พ. ดูกรอานนท์

ชนเหล่าใดย่อมแทงตลอดตามความเป็นจริงว่า

นี้ทุกข์ ฯลฯ

นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ชนเหล่านั้นย่อมแทงตลอดได้ยากกว่าโดยแท้

เพราะฉะนั้นแหละ

อานนท์ เธอพึงกระทำความเพียร

เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า

นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

-

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙

สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

หน้าที่ ๔๔๕ ข้อที่ ๑๗๓๖ - ๑๗๓๗

-

http://etipitaka.com/read/thai/19/446/?keywords=%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%87%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%82%E0%B8%99%20%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2

-

‪#‎อานิสงส์ในการฟังธรรม‬(พุทธวจน)ก่อนตาย

***

‪#‎ฟังธรรม‬..

-จากตถาคต

-สาวกตถาคต

-ระลึกถึงบทแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

***

-จะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้(อนาคามี)

-ที่ละได้แล้วจะน้อมไปเพื่อนิพพาน

***

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากมาไม่นาน

ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ

และในเวลาตายอินทรีย์

ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก

-

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรอานนท์ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร

จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

***

ดูกรอานนท์

อานิสงส์

‪#‎ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร‬

‪#‎ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร‬

๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน

ดูกร อานนท์

จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้

ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

‪#‎เธอได้เห็นตถาคต‬

ตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด

ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ

บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ

-

จิตของเธอย่อมหลุดพ้น

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีก ประการหนึ่ง

จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย

‪#‎แต่ได้เห็นสาวกของพระตถาคต‬

สาวกของพระตถาคต ย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด

ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอไม่ได้เห็นตถาคต

และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย

แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

‪#‎ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา‬

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา

ได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมหลุดพ้น

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓

ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม

โดยกาลอันควร ฯ

-

ดูกร อานนท์

จิตของมนุษย์ในธรรมวินัยนี้

ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

‪#‎เธอย่อมได้เห็นพระตถาคต‬

พระตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น ... แก่ เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต

‪#‎แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต‬

สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

เป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้ว

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต

และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย

‪#‎แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรม‬

ตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖

ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม

โดยกาลอันควร

-

ดูกรอานนท์

อานิสงส์ในการฟังธรรม

ในการใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร

๖ ประการนี้แล ฯ

-

(ภาษาไทย) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๔๓/๓๒๗

-

http://etipitaka.com/read?language=thai&number=343&volume=22

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันอังคาร_หลังฉัน_2015-05-19



สาธุๆๆ อนุโมทนาคะ..(((ภิกษุผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม)))
ประมาณนาทีที่ 28.00 https://www.youtube.com/watch?v=NU706mky1NI&feature=share
 ภิกษุทั้งหลาย ! 
ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างไร ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เมื่อธรรมวินัย 
อันตถาคตประกาศแล้ว 
อันผู้ใดผู้หนึ่งแสดงอยู่ 
เธอย่อมได้ความรู้อรรถ 
ย่อมได้ความรู้ธรรม 
และย่อมได้ความปราโมทย์อันอาศัยธรรม   
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้รู้จักน้ำที่ควรดื่ม 
เป็นอย่างนี้แล
-
   ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์หน้า ๓๕๘,๓๖๐
(ภาษาไทย) เอก. อํ. ๒๔/๓๒๑/๒๒๔.
-
http://etipitaka.com/read/thai/24/321/