วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ธรรมะสำหรับผู้ป่วย : สนทนาธรรมเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
#ศรแห่งความโศก
#ฐานะ๕ประการ
https://www.youtube.com/watch?v=N0GHyXJsOrM&feature=youtu.be&app=desktop
๘. ฐานสูตร
[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้
อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร
พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงได้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือฐานะว่า
• ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑
• ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าเจ็บไข้ ๑
• ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา[ของเรา] อย่าตาย ๑
• ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าสิ้นไป ๑
• ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าฉิบหาย ๑
-
อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมแก่ไป
เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว
เขาย่อมไม่เห็นดังนี้ว่า
● ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น แก่ไป
โดยที่แท้
สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป
การจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น
ส่วนเราเอง
ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว
พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไรทุบอก คร่ำครวญ
หลงงมงาย
-
แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน
แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม
แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก
แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ
แม้พวกมิตรพึงเสียใจ
-
ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว
เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ
หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ถูกลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว
ย่อมทำตนให้เดือดร้อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
-
● สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ...
● สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมตายไป ...
● สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ...
● สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป
-
เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว
เขาย่อมไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น
ฉิบหายไป โดยที่แท้
สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง
ที่มีการมาการไปการจุติ การอุปบัติ ย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น
ส่วนเราเอง
ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก
คร่ำครวญหลงงมงาย
-
แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน
แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม
แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก
แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ
แม้พวกมิตรพึงเสียใจ
-
ดังนี้เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
เขาย่อมเศร้าโศก ลำบากร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ
หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับถูกลูกศร
คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ส่วนว่าสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป
เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว
อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้นแก่ไป
โดยที่แท้ สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา
การไปการจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น
ส่วนเราเอง
ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว
พึงเศร้าโศกลำบาก ร่ำไร ทุบอก
คร่ำครวญ หลงงมงาย
-
แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน
แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม
แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก
แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ
แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ
-
ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
แก่ไปแล้วอริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก
ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ
ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศร
คือ ความโศกที่มีพิษเป็นเครื่องเสียบแทง
ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ ทำตนให้เดือดร้อน
อริยสาวกผู้ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร
ย่อมดับทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง
-
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ...
• สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป...
• สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ...
• สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป
เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นว่า
ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้นฉิบหายไป โดยที่แท้สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง
ที่มีการมา การไปการจุติการอุปบัติ
ย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง
ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก
คร่ำครวญ หลงงมงาย
-
แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน
แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม
แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก
แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ
แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ
ดังนี้
-
เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
อริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศกไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร
ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย
นี้เรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศร
คือ ความโศกที่มีพิษ อันเป็นเครื่องเสียบแทง
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ทำให้เดือดร้อน
อริยสาวกผู้ไม่มีความโศกปราศจากลูกศร
ย่อมดับความทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง
-
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้แล
-
อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
หรือใครๆในโลกไม่พึงได้ ฯ
ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้
อันใครๆ ย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก
เพราะการคร่ำครวญ พวกอมิตรทราบว่าเขาเศร้าโศก
เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ ก็คราวใด บัณฑิตผู้พิจารณารู้เนื้อความ
ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหมด คราวนั้น
พวกอมิตรเห็นหน้าอันไม่ผิดปรกติของบัณฑิตนั้น
ยิ้มแย้มตามเคยย่อมเป็นทุกข์
บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยประการใดๆ
-
เพราะการสรรเสริญ
เพราะความรู้
เพราะกล่าวคำสุภาษิต
เพราะการบำเพ็ญทาน
หรือเพราะประเพณีของตนก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ
ด้วยประการนั้นๆ
ถ้าพึงทราบว่าความต้องการอย่างนี้อันเรา
หรือผู้อื่นไม่พึงได้ไซร้
ก็ไม่ควรเศร้าโศก
ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาดว่า บัดนี้เราทำอะไรอยู่
ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๘
พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
หน้าที่ ๔๘/๔๐๗ ข้อที่ ๔๘
••••••••••••••••••
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
สนทนาธรรมเช้าวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
#ทำอย่างไรจะไปแต่ทางเจริญไม่เสื่อม
บุคคล ๖ จำพวก
(1,2) เป็นผู้งดเว้นจากบาป มีการอยู่ร่วม เป็นสุข
#พวกชนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน
#ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน
(3,4) -มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบาง คราว
#โลกธรรมย่อมเกิดแก่เขา
(5,6) มีความโกรธและความถือตัว บางครั้ง บางคราว
#วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา
-------------------------------
#เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง
#ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
#ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไปแล้ว
เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม
เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม
----------------------------
-เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
-ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วย ความเป็นพหูสูต
-ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
-ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไป แล้ว เขาย่อมไปทางเสื่อม
ไม่ไปทางเจริญ เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
--------------------------------
๒. มิคสาลาสูตร
[๓๑๕] ครั้งนั้น เวลาเช้า
ท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรจีวร
เข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกาชื่อมิคสาลา
แล้วนั่งบนอาสนะที่ได้ปูไว้
ครั้งนั้น อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่
กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า
ข้าแต่ท่านพระอานนท์
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้
ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน
-
คือคนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์
และคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์
จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ
อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร
คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล
งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน
ท่านทำกาละแล้ว
พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า
#เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต
-
บุรุษชื่ออิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน
เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์
(แต่)ยินดีด้วยภรรยาของตน
แม้เขากระทำกาละแล้ว
พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า
#เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต
ข้าแต่ท่านพระอานนท์
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้
ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน
คือ
คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์
และคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์
จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ
อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร ฯ
-
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรน้องหญิง
ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่าง
นั้นแล ฯ
-
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์รับบิณฑบาตที่นิเวศน์ของอุบาสิกา
ชื่อมิคสาลาแล้ว ลุกจากอาสนะกลับไป
ครั้งนั้น
ท่านพระอานนท์กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้วถือบาตรจีวร
เข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกาชื่อมิคสาลา
แล้วนั่งบนอาสนะที่ได้ปูไว้
ลำดับนั้น อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่
กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ถามข้าพระองค์ว่า
ข้าแต่ท่านพระอานนท์
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้
ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คนคือ
คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์
และคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์
จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ
อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร
คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล
งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน
ท่านกระทำกาละแล้ว
พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า
เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต
บุรุษชื่ออิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน
เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์
(แต่) ยินดีด้วยภรรยาของตน
แม้เขากระทำกาละแล้ว
พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า
เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต
ข้าแต่ท่านพระอานนท์
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน
คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์
และคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์
จักเป็นผู้มีคติเสมอกัน
อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร
เมื่ออุบาสิกาชื่อมิคสาลากล่าวอย่างนี้แล้ว
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะอุบาสกชื่อมิคสาลาดังนี้ว่า
ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้นแล ฯ
-
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ก็อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเป็นพาล
ไม่ฉลาด
เป็นสตรี รู้ตัวว่าเป็นสตรี เป็นอะไร
และพระสัมมาสัมพุทธะเป็นอะไร
ในญาณเครื่องกำหนดรู้
ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล
-
ดูกรอานนท์ บุคคล ๖ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๖ จำพวกเป็นไฉน ดูกรอานนท์บุคคลบางคนในโลกนี้
-
เป็นผู้งดเว้นจากบาป
มีการอยู่ร่วมเป็นสุข
พวกชนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน
ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน
เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เขาตายไปแล้วย่อมไปทางเสื่อม
ไม่ไปทางเจริญ
เป็นผู้ถึงทางเสื่อม
ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
-
ดูกรอานนท์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
-
เป็นผู้งดเว้นจากบาป
มีการอยู่ร่วมเป็นสุข
พวกคนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน
ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน
เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เขาตายไปแล้ว
ย่อมไปทางเจริญไม่ไปทางเสื่อม
เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม
-
ดูกรอานนท์ พวกชนผู้ถือประมาณย่อมประมาณ
ในเรื่องนั้นว่า ธรรมของชนแม้นี้ก็เหล่านั้น
และธรรมของชนแม้อื่นก็เหล่านั้นแหละ
เหตุไฉน บรรดาคน ๒ คนนั้น
-
คนหนึ่งเลว
คนหนึ่งดี
-
ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
-
ดูกรอานนท์ ใน ๒ คนนั้น
บุคคลใดเป็นผู้งดเว้นจากบาป
มีการอยู่ร่วมเป็นสุข
พวกคนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน
ย่อมยินดีด้วยการอยู่ร่วมกัน
เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
-
ดูกรอานนท์ บุคคลนี้ดีกว่า และประณีตกว่า
บุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้
ใครเล่านอกจากตถาคตจะพึงรู้เหตุนั้น
-
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลาย
อย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
-
ดูกรอานนท์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
#มีความโกรธและความถือตัว
บางครั้งบางคราว โลกธรรมย่อมเกิดแก่เขา
#เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
#ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
#ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไปแล้ว
เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ
เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
-
ดูกรอานนท์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
#มีความโกรธและความถือตัว
บางครั้งบางคราว โลภธรรมย่อมเกิดแก่เขา
#เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
#ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
#ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไปแล้ว
เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม
เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ฯลฯ
-
ดูกรอานนท์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
#มีความโกรธและความถือตัว
บางครั้งบางคราว วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา
เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไป
แล้ว เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ
เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
-
ดูกรอานนท์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
มีความโกรธและความถือตัว
บางครั้งบางคราว
วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา
เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไปแล้ว
เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม
เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม
-
ดูกรอานนท์
พวกคนที่ถือประมาณ ย่อมประมาณ
เรื่องนั้นว่าธรรมของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ
ธรรมของคนแม้อื่นก็เหล่านั้นแหละ
เหตุไฉนบรรดาคน ๒ คนนั้น
-
คนหนึ่งเลว
คนหนึ่งดี
-
ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณ เหล่านั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
-
ดูกรอานนท์ ใน๒ คนนั้น
บุคคลใดมีความโกรธและความถือตัว
และบางครั้งบางคราว
วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา
เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง
ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
บุคคลนี้เป็นผู้ดีกว่าและประณีตกว่า
บุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้
ใครเล่านอกจากตถาคตจะพึงรู้เหตุนั้น
เพราะเหตุนั้นแหละ
อานนท์ เธอทั้งหลายอย่าเป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล
ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้
-
ดูกรอานนท์ ก็อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเป็นพาล
ไม่ฉลาด
เป็นสตรี รู้ตัวว่าเป็นสตรี เป็นอะไร
และพระสัมมาสัมพุทธะเป็นอะไร
ในญาณเครื่องกำหนดรู้
ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล
-
ดูกรอานนท์ บุคคล ๖ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก
ดูกรอานนท์ บุรุษชื่อปุราณะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นใด
บุรุษชื่ออิสิทัตตะก็เป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นนั้น
บุรุษชื่อปุราณะได้รู้แม้คติของบุรุษชื่ออิสิทัตตะก็หามิได้
อนึ่ง บุรุษชื่ออิสิทัตตะ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นใด
บุรุษชื่อปุราณะก็ได้เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นนั้น
บุรุษชื่ออิสิทัตตะได้รู้แม้คติของบุรุษชื่อปุราณะก็หามิได้
-
ดูกรอานนท์ คนทั้ง ๒ เลวกว่า กัน
ด้วยองคคุณคนละอย่างด้วยประการฉะนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๒
---
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
หน้าที่ ๓๑๖ ข้อที่ ๓๑๕
----
http://etipitaka.com/read/thai/22/317/…
-----
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

