วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทำไมอริยสาวกผู้ได้สดับไม่สงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์





ชื่อเรื่อง ;; ทำไมอริยสาวกผู้ได้สดับไม่สงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์[16]
รักษาศาสนา..ด้วยการ..ช่วยกันศึกษา..ปฏิบัติ..เผยแผ่..แต่คำตถาคต
เพจ พุทธวจน อริยสัจจากพระโอษฐ์ โดย ตะวัน พุทธวจน BN.4386
https://www.facebook.com/groups/679713432115426/........
คลิปยูทูป
https://www.youtube.com/watch?v=LmCVDbTDXqk
คลิปเฟสบุ๊ค
https://www.facebook.com/100012502933592/videos/253401925086570/
#ทิฏฐิดับ ความสงสัยในสิ่งที่เราไม่พยากรณ์จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว..
((ทิฏฐิ ก็คือ ความเห็นการที่เราคิด เรานึก เรารู้สึก ขึ้นมา นั่นคือ ภพ..นั่นเอง.รู้จัก ความดับแห่งภพ ความดับแห่งกรรม..ก็จะไม่สงสัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์..เพราะความเห็น.มีเกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป..รู้หลักการ..ภาพรวม..))
กลายเป็นสงสัยในพระพุทธเจ้าอีก อยู่ในฝั่ง ฝ่ายปุถุชน
--
อัพยากตสูตร
[๕๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้ความสงสัยในวัตถุที่พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์
ไม่เกิดขึ้นแก่
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ฯ
-
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
เพราะทิฐิดับ ความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์
จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
-
ดูกรภิกษุ ทิฐินี้ว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
-
ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อม
ไม่รู้ชัดทิฐิ
เหตุเกิดทิฐิ
ความดับทิฐิ
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ
-
ทิฐินั้นเจริญแก่ปุถุชนนั้น
เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ย่อมทุกข์ โทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า
ไม่พ้นไปจากทุกข์
-
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
ย่อมรู้ชัดทิฐิ
เหตุเกิดทิฐิ
ความดับทิฐิ
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ
-
ทิฐิของอริยสาวกนั้นย่อมดับ
อริยสาวกนั้นย่อมพ้น
-
จากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า
ย่อมพ้นไปจากทุกข์
-
ดูกรภิกษุอริยสาวกผู้ได้สดับ
รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่พยากรณ์ว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
-
ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ
รู้เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเป็นผู้ไม่พยากรณ์
ในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้
-
อริยสาวกผู้ได้สดับ
รู้เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว
ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ฯ
-
ดูกรภิกษุ
ความทะยานอยาก
ความหมายรู้
ความสำคัญ
ความซึมซาบ
ความถือมั่น
ว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
นี้เป็นความเดือดร้อน
-
ดูกรภิกษุ
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อม
ไม่รู้ชัดความเดือดร้อน
เหตุเกิดความเดือดร้อน
ความดับ ความเดือดร้อน
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อน
-
ความเดือดร้อนย่อมเจริญแก่เขา
เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส
-
เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์
-
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อม
รู้ชัดความเดือดร้อน
เหตุเกิดความเดือดร้อน
ความดับความเดือดร้อน
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อน
ความเดือดร้อนของอริยสาวกนั้นย่อมดับ ฯลฯ
-
อริยสาวกผู้ได้สดับ
รู้เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อม
ไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว
ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์
-
ดูกรภิกษุนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัญ
เครื่องให้ถึงความสงสัยในวัตถุ
ที่เราไม่พยากรณ์
ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ฯ
---
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
หน้าที่ ๖๑ ข้อที่ ๕๑
************
ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์และไม่ทรงพยากรณ์
[๑๕๒] ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด.
ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์
ดูกรมาลุงกยบุตรทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์.
ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น.
********
ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์
ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น.
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๓
******
รงพยากรณ์เฉพาะเรื่องอริยสัจสี่ (โปฏฐปาทสูตร)
“....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ พระเจ้าข้า ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า โลกมีที่สิ้นสุด นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?
โปฎฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “โลกมีที่สิ้นสุด นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็น โมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า โลกไม่มีที่สิ้นสุด นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “โลกไม่มีที่สิ้นสุด นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น นี้เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น นี้เท่านั้นเป็น คำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกนี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกนี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีกนี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมไม่มีอีกนี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้นเป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ไม่มีอีกก็มี นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ไม่มี อีกก็มี นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สัจจะที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตาย แล้วย่อมมีอีก ก็หามิได้ ไม่มีอีกก็หามิได้ นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้ นี้เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้นั้น เป็นข้อที่ เราไม่พยากรณ์.
*******
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุอะไรเล่า ข้อนั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ทรงพยากรณ์ ?
โปฏฐปาทะ ! เพราะเหตุว่า นั่นไม่ประกอบด้วยอรรถะ ไม่ประกอบ ด้วยธรรมะ ไม่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายความคลายกำหนัด ความดับ ความระงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุอะไรเล่า เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงพยากรณ์ ?”
โปฏฐปาทะ ! ข้อที่เราพยากรณ์นั้นคือ นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุอะไรเล่า จึงทรงพยากรณ์ ?”
โปฎฐปาทะ ! เพราะเหตุว่า นั่นประกอบด้วยอรรถะ ประกอบด้วยธรรมะ เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัดความดับ ความระงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์.
- สี. ที. ๙/๒๓๒-๒๓๓/๒๙๒-๒๙๓.
*************
การคิดเรื่องโลกเป็นบาป อกุศล
ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย อย่ากระทำจินตนาซึ่งความคิดอันเป็นบาป อกุศลว่า โลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง, ว่าโลกมีที่สุด หรือว่า โลกไม่มีที่สุด,ว่าชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น, ว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีก หรือว่า ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีก, ว่า ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มี หรือว่า ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า จินตนาเหล่านี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นอาทิพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน.
ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย เมื่อจะทำจินตนา พึงกระทำจินตนาต่อสัจจะที่ว่า “นี้ คือ ทุกข์, นี้ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ คือ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เล่า ?
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า จินตนาเหล่านี้ ประกอบด้วยประโยชน์ จินตนาเหล่านี้ เป็นอาทิพรหมจรรย์ จินตนาเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด เพื่อความดับ ความสงบรำงับ เพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้” ดังนี้.
- มหาวาร.สํ. ๑๙/๕๒๔/๑๖๖๑.
*********
โทษแห่งอันตคาหิกทิฏฐิสิบ
วัจฉะ ! ทิฏฐิที่มีอยู่ว่า “โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง.......” ดังนี้ นั้น
เป็นการจับยึดด้วย ทิฏฐิ (ทิฏฐิคหณํ)
เป็นความลำบากด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิกนฺตารํ)
เป็นข้าศึกด้วยทิฏฐิ(ทิฏฐิสูกํ)
เป็นความโยกโคลงด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิวิปฺผนฺทิตํ)
เป็นความรึงรัดด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสญฺโญชนํ)
เป็นไปกับด้วยทุกข์ (สทุกขํ)
เป็นไปกับด้วยความยากลำบาก (สวิฆาตํ)
เป็นไปกับด้วยความคับแค้น (สอุปายาสํ)
เป็นไปกับด้วย ความเร่าร้อน (สปริฬาหํ)
ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด
ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ
ไม่เป็นไปด้วยความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพานเอาเสียเลย.
********
***ปัจจัยสูตร****
*****************
[๖๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ...
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาท
และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นแก่พวกเธอ
พวกเธอจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
[๖๑] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ
พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม
ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติธัมมนิยาม
อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่
พระตถาคตย่อมตรัสรู้
ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้ว
-ย่อมตรัสบอก
-ทรงแสดง
-บัญญัติ
-แต่งตั้ง
-เปิดเผย
-จำแนก
กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ...
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ...
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ ...
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ...
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ...
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ...
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ...
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ...
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ...
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุอันนั้นคือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่
พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น
ครั้นแล้วย่อม-ตรัสบอก -ทรงแสดง -บัญญัติ -แต่งตั้ง -เปิดเผย
-จำแนก -กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย -ความจริงแท้ -ความไม่คลาดเคลื่อน
-ความไม่เป็นอย่างอื่น - มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น
ดังพรรณนามาฉะนี้แล
เราเรียกว่า--ปฏิจจสมุปบาท--
[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย --ก็ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น--เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ชราและมรณะ
-เป็นของไม่เที่ยง -อันปัจจัยประชุมแต่ง
-อาศัยกันเกิดขึ้น -มีความสิ้นไป - เสื่อมไป -คลายไป
-ดับไปเป็นธรรมดา
ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ...ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ...
นามรูป ... วิญญาณ ... สังขาร ...อวิชชา
-เป็นของไม่เที่ยง -อันปัจจัยประชุมแต่ง -อาศัยกันเกิดขึ้น
-มีความสิ้นไป-เสื่อมไป -คลายไป -ดับไปเป็นธรรมดา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า
--ธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น ฯ--
--------------------------------------
[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
อริยสาวกเห็นด้วยดีซึ่ง--ปฏิจจสมุปบาท--นี้
และ--ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น--เหล่านี้
ด้วย--ปัญญาอันชอบตามเป็นจริง--แล้ว เมื่อนั้น
อริยสาวกนั้นจัก-
--แล่นเข้าถึงที่สุดเบื้องต้นว่า
ในอดีตกาลเราได้เป็นหรือหนอ
ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ
ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ
ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไร แล้วได้มาเป็นอะไรหนอ
--หรือว่าจักแล่นเข้าถึงที่สุดเบื้องปลายว่า
ในอนาคตกาลเราจักเป็นหรือหนอ
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไร แล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ
--หรือว่าจักยังมีความสงสัยในปัจจุบันกาลเป็นภายใน ณ บัดนี้ว่า
เราเป็นอยู่หรือหนอ
หรือไม่เป็นอยู่หนอ
เราเป็นอะไรอยู่หนอ
เราเป็นอย่างไรอยู่หนอ
สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ
เขาจักไปในที่ไหน ดังนี้
ข้อนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะเหตุไร
เพราะว่าอริยสาวกเห็นด้วยดีแล้วซึ่ง--ปฏิจจสมุปบาท--
และ--ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น--เหล่านี้
ด้วย--ปัญญาอันชอบ--ตามเป็นจริง ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
หน้าที่ ๒๒/๒๘๘ ข้อที่ ๕๙-๖๑
*********
#ผู้ใดชอบธรรมของพระผู้มีพระภาคนั้น ผู้นั้นจงมา
กราบนมัสการ..พระพุทธ..พระธรรม..พระสงฆ์สาวก..ด้วยเศียรเกล้า..
17 มีนาคม · เพจ พุทธวจน อริยสัจจากพระโอษฐ์
พอจ.ท่านเป็นคนที่พามหาชนเข้าเฝ้าพระตถาคตโดยตรง มหาชนข้องใจเรื่องใด ก็เข้าเฝ้าพระองค์ได้ตลอด ท่านตรงไปตรงมา มีแอปพลิเคชั่น ให้เทียบเคียงพระพุทธวจน ด้วย ไม่ปกปิดข่าวสานน์ ไม่ตระหนี่ธรรม
ตะวัน พุทธวจน BN.4386 (( รับชมคลิป พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล.กับการ..เชื่อมโยงพระสูตร..ที่ลึกขึ้นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง.ได้จาก 5 ช่องทาง..สร้างเหตุไปแต่ทางเจริญอย่างเดียว..ไม่ถึงความเสื่อม.. ))
link ;; ทวิตเตอร์ ;; https://twitter.com/fantachaleeporn
link;; G+ ;; https://plus.google.com/u/0/+ChaleepornInrodBNNo312
link;; blogger ;; http://buddhawajana252.blogspot.com/
link ;;ช่อง YouTube;https://www.youtube.com/c/ChaleepornInrodBNNo312
link ;; facebook ; 5 เฟส
เฟส 1 ;; https://www.facebook.com/profile.php?id=100012502933592
เฟส 2 ;; https://www.facebook.com/profile.php?id=100012607659827
เฟส 3 ;; https://www.facebook.com/fata.chalee
เฟส 4 ;; https://www.facebook.com/profile.php?id=100010716036268
เฟส 5 ;; https://www.facebook.com/profile.php?id=100012410853671
เปิดธรรมที่ถูกปิดด้วยพุทธวจน
โดยพอจ.คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาส วัดนาป่าพง ลำลูกกาคลอง10 จังหวัด ปทุมธานี
เพจ พุทธวจน อริยสัจจากพระโอษฐ์
โดย : ตะวัน พุทธวจน BN.4386
https://www.facebook.com/groups/679713432115426/
***รักษาศาสนาพุทธ ด้วยการช่วยกัน
ศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ่ แต่คำตถาคต***
ขอบพระคุณเว็ปไซต์จากวัดนาป่าพง
http://watnapp.com/ และ คุณป๊อก บางกรวย
**********
******
#ทำอย่างไรผู้ไม่สมบูรณ์ #จะไปแต่ทางเจริญไม่เสื่อมเลย
บุคคลใด...
#มากระทำกิจเนื่องด้วยการฟัง
#มากระทำกิจเนื่องด้วยความเป็นพหูสูต
#มาแทงตลอดอย่างดีด้วยทิฏฐิ
#บุคคลผู้นี้จะไปแต่ทางเจริญอย่างเดียว ไม่ไปทางเสื่อมเลย...
----------
#บุคคล๖จำพวก
(1,2) เป็นผู้งดเว้นจากบาป มีการอยู่ร่วม เป็นสุข
-พวกชนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน
ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน
(3,4) -มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบาง คราว
-โลกธรรมย่อมเกิดแก่เขา
(5,6) มีความโกรธและความถือตัว บางครั้ง บางคราว
-วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา
-------------------------------
-เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง
-ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต
-ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม
เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม
----------------------------
-เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง
-ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วย ความเป็นพหูสูต
-ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ
-ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย
เมื่อตายไป แล้ว เขาย่อมไปทางเสื่อม
ไม่ไปทางเจริญ เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
--------------------------------
พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
หน้าที่ ๓๑๘/๔๐๗ข้อที่ ๓๑๕
-------------------------------
อ่านพุทธวจน เพิ่มเติมได้จาก โปรแกรม E-Tipitaka
http://etipitaka.com/read
-----------------------------
ฟังพุทธวจน บรรยายได้ที่ www.watnapp.com
*****
----------------
ศึกษา พุทธวจน(คำของพระพุทธเจ้า)ได้ที่นี่
http://www.buddhakos.org/
http://watnapp.com/
http://media.watnapahpong.org/
http://www.buddhaoat.org/
******
#ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไร บริสุทธิ์ ..
"พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้วพึงเลื่อมใสซึ่งธรรม ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเท่านั้น จะพึงทำอาการของผู้เลื่อมใสต่อเราดังนี้ ย่อมแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุอย่างนี้ไม่บริสุทธิ์
ส่วนภิกษุใดแล เป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ
ด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตนโอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้ว จะพึงรู้ทั่วถึงธรรมก็แลครั้นรู้ทั่วถึงแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
อาศัยความที่แห่งพระธรรมเป็นธรรมอันดี จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
อาศัยความกรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
อาศัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
อาศัยความอนุเคราะห์ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
ด้วยประการฉะนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แล บริสุทธิ์ ฯ"
*******************
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๓. จันทูปมสูตร
*****
-บาลี มู. ม. ๑๒/๔๘๗/๔๕๔.
#ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตนั้น ได้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้กับทั้งเทวดา มาร พรหม ซึ่งหมู่สัตว์ กับทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้งตาม.
ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะ ในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๗/๗๔๐.
#อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย.
************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น