วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พระอาจารย์คึกฤทธิ์-สนทนาธรรมเช้าวันอาทิตย์_หลังฉัน_2015-05-24



เก็บไว้ใคร่ครวญ..พระอาจารย์..สุดยอดมาก..อีกแล้ววว...
นิครนถ์มองไม่เห็นเรื่องจิต นิครนถ์มองว่า..ถ้าต้องการดับกรรม..สิ้นกรรม..หมดกรรม..ให้ยืนเฉยๆ..แล้วอย่าก้าวขาไป..อย่าก้าวถอยกลับ..ไม่ขยับตัว..ให้ปรารถความเพียรอย่างนี้..กรรมจะสิ้นไป..เพราะเค้ามองว่า..กายกรรมนั้นหนักที่สุด..แรงที่สุด..แต่พระศาสดาเราบอกไม่ใช้ ..มโนกรรม.หนักที่สุด.แรงที่สุด..เมืื่อเขามองไม่เห็นมโนกรรม..ไม่เข้าใจตรงนี้ เค้าก็เลยเข้าใจว่า..ถ้าหยุดกายกรรมได้..นั้นแหละคือ..สุดยอด..
--
แต่พระพุทธเจ้าเราหยุด..มโน..ละเอียดกว่านั้น..แล้วก็เห็นมโนหรือใจนี้..เป็นของไม่เทียง..เป็นอนัตตา..และปล่อยวาง..สิ่งที่รู้...การเกิดดับของมโน..คือตัวที่ละเอียดที่สุด..ที่เรียกว่า..สิ่งๆ หนึ่ง..ที่ถูกบัญญัติให้เรียกว่า..ผู้ยึดติด..หรือ สัตะ..สัตโต.หรือ..สัตตานัง..เป็นผู้เข้ามายึดติดขันธ์ทั้ง ๕..รู้จักความเป็นตัวเราของเราไม่ครบ..
ประมาณนาทีที่ 24.45 
https://www.youtube.com/watch?v=xRXoFQfh6cI&feature=share
ดูกรตปัสสี เราย่อมบัญญัติกรรม 
ในการทำบาปกรรม 
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ คือ 
กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.
-
พระโคดม ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง 
วจีกรรมอย่างหนึ่ง 
มโนกรรมอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?
-
ดูกรตปัสสี 
กายกรรมอย่างหนึ่ง 
วจีกรรมอย่างหนึ่ง 
มโนกรรมอย่างหนึ่ง.
-
ท่านพระโคดม ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ 
ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ 
กรรมไหน คือ 
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม
ที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษมากกว่า
ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม?
-
ดูกรตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ 
ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้ 
-
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า 
ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม
-
เราจะบัญญัติกายกรรม วจีกรรมว่า
มีโทษมากเหมือนมโนกรรมหามิได้.
ท่านพระโคดม พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ?
ดูกรตปัสสี เรากล่าวว่ามโนกรรม.
ท่านพระโคดม พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ?
ดูกรตปัสสี เรากล่าวว่ามโนกรรม.
ท่านพระโคดม พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ?
ดูกรตปัสสี เรากล่าวว่ามโนกรรม.
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยันในเรื่องที่ตรัสนี้
ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ 
แล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.
-
[๖๕] ก็สมัยนั้น นิครนถ์นาฏบุตรนั่งอยู่พร้อมด้วยคิหิบริษัทเป็นอันมาก 
ผู้มีความเขลามีอุบาลิคฤหบดีเป็นประมุข. 
ได้เห็นทีฆตปัสสีนิครนถ์มาแต่ไกล 
ได้กล่าวกะทีฆตปัสสีนิครนถ์ว่า
ดูกรตปัสสี ดูเถอะ ท่านมาจากไหนแต่ยังวันเทียวหนอ?
-
ทีฆตปัสสีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ 
ข้าพเจ้ามาจากสำนักพระโคดมนี้เอง.
นิ. ดูกรตปัสสี ก็ท่านได้เจรจาปราศรัยกับพระสมณโคดม
เรื่องอะไรบ้างหรือ?
ที. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ 
ข้าพเจ้าได้เจรจาปราศรัยกับพระสมณโคดมมาบ้าง.
ดูกรตปัสสี 
ก็ท่านได้เจรจาปราศรัยกับพระสมณโคดมมาอย่างไร?
ลำดับนั้น ทีฆตปัสสีนิครนถ์
บอกเรื่องการเจรจาปราศรัย
กับพระผู้มีพระภาคจนหมดสิ้น
แก่นิครนถ์นาฏบุตร. 
เมื่อทีฆตปัสสีกล่าวอย่างนี้แล้ว 
นิครนถ์นาฏบุตรได้กล่าวกะทีฆตปัสสีนิครนถ์ว่า 
ดูกรตปัสสี ดีละๆ 
ข้อที่ทีฆตปัสสีนิครนถ์พยากรณ์แก่พระสมณโคดม 
ตรงตามที่สาวกผู้ฟัง
ผู้รู้ทั่วถึงคำสอนของศาสดาโดยชอบ 
-
(((มโนทัณฑะอันต่ำทราม 
จะงามอะไรเล่า 
เมื่อเทียบกับกายทัณฑะอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ 
โดยที่แท้กายทัณฑะเท่านั้น
มีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ 
หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่.)))
-
[๖๖] เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว 
อุบาลีคฤหบดีได้กล่าวกะนิครนถ์นาฏบุตร
ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทีฆตปัสสีพยากรณ์ดีแล้วๆ 
ข้อที่ท่านทีฆตปัสสีพยากรณ์แก่พระสมณโคดม
ตรงตามที่สาวกผู้ฟัง ผู้รู้ทั่วถึงคำสอนของศาสดาโดยชอบ 
มโนทัณฑะอันต่ำทรามจะงามอะไรเล่า
เมื่อเทียบกับกายทัณฑะอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ 
โดยที่แท้ กายทัณฑะเท่านั้นมีโทษมากกว่า
ในการทำบาปกรรม 
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ 
หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่ 
-
ท่านผู้เจริญ เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะไป 
จักยกวาทะในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม 
ถ้าพระสมณโคดมจักยืนยันแก่ข้าพเจ้า 
เหมือนอย่างที่ยืนยันกับท่านตปัสสีไซร้ 
ข้าพเจ้าจักฉุดกระชาก ลากไปมา 
ซึ่งวาทะด้วยวาทะกะพระสมณโคดม 
เหมือนบุรุษมีกำลังพึงจับแกะมีขนยาวที่ขนแล้ว
ฉุดกระชากลากไปมา ฉะนั้น 
-
ข้าพเจ้าจักฉุดกระชากลากไปมา 
ซึ่งวาทะด้วยวาทะกะพระสมณโคดม
เหมือนบุรุษมีกำลังผู้ทำการงานโรงสุรา 
พึงทิ้งกระสอบเครื่องประกอบสุราใหญ่ไว้ในห้วงน้ำลึกแล้ว
จับที่มุมฉุดกระชากลากไปมา ฉะนั้น 
-
ข้าพเจ้าจักขจัด ขยี้ บด ซึ่งวาทะด้วยวาทะกะพระสมณโคดม 
เหมือนบุรุษที่มีกำลังเป็นนักเลงสุรา 
พึงจับถ้วยสุราที่หูถ้วยแล้ว พลิกลง 
พลิกขึ้น ไสไป ฉะนั้น 
-
ข้าพเจ้าจักเล่นดังเล่นล้างเปลือกป่าน 
กะพระสมณโคดม เหมือนช้างแก่อายุ ๖๐ ปี
ลงไปยังสระลึกเล่นล้างเปลือกป่าน ฉะนั้น 
-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะไป 
จักยกวาทะในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม.
-
นิ. ดูกรคฤหบดี ท่านจงไป 
จงยกวาทะในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม 
ดูกรคฤหบดี เราก็ได้ ทีฆตปัสสีนิครนถ์ก็ได้ 
ท่านก็ได้ พึงยกวาทะแก่พระสมณโคดม.
-
[๖๗] เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กล่าวกะนิครนถ์นาฏบุตรว่า 
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่อุบาลีคฤหบดี
จะพึงยกวาทะแก่พระสมณโคดมนั้น 
ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย 
ด้วยว่า พระสมณโคดมเป็นคนมีมายา 
ย่อมรู้มายาเป็นเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญญเดียรถีย์.
-
นิ. ดูก่อนตปัสสี ข้อที่อุบาลีคฤหบดี
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของพระสมณโคดม
มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส 
แต่ข้อที่พระสมณโคดม
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของอุบาลีคฤหบดี
เป็นฐานะที่จะมีได้ 
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงไป จงยกวาทะ
ในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม
เราก็ได้ ทีฆตปัสสีก็ได้ ท่านก็ได้ 
พึงยกวาทะแก่พระสมณโคดม.
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กล่าวเตือนนิครนถ์นาฏบุตรเป็นครั้งที่ ๒ 
ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ 
ข้อที่อุบาลีคฤหบดีจะพึงยกวาทะแก่พระสมณโคดมนั้น 
ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย 
ด้วยพระสมณโคดมเป็นคนมีมายา 
ย่อมรู้มายาเป็นเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญญเดียรถีย์.
-
นิ. ดูกรตปัสสี ข้อที่อุบาลีคฤหบดี
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของพระสมณโคดม
มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส 
แต่ข้อที่พระสมณโคดม
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของอุบาลีคฤหบดี
เป็นฐานะที่จะมีได้ 
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงไป จงยกวาทะ
ในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม
เราก็ได้ ทีฆตปัสสีก็ได้ ท่านก็ได้ 
พึงยกวาทะแก่พระสมณโคดม.
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กล่าวเตือนนิครนถ์นาฏบุตรเป็นครั้งที่ ๓ 
-
ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่อุบาลีคฤหบดี
จะพึงยกวาทะแก่พระสมณโคดมนั้น 
ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย 
ด้วยพระสมณโคดมเป็นคนมีมายา 
ย่อมรู้มายาเป็นเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญญเดียรถีย์.
-
นิ. ดูกรตปัสสี ข้อที่อุบาลีคฤหบดี
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของพระสมณโคดม
มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส 
แต่ข้อที่พระสมณโคดม
จะพึงเข้าถึงความเป็นสาวกของอุบาลีคฤหบดี
เป็นฐานะที่จะมีได้ 
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงไป จงยกวาทะ
ในเรื่องที่พูดนี้แก่พระสมณโคดม 
เราก็ได้ ทีฆตปัสสีก็ได้ ท่านก็ได้ 
พึงยกวาทะแก่พระสมณโคดม.
-
[๖๘] อุบาลีคฤหบดีรับคำนิครนถ์นาฏบุตรแล้ว 
ลุกจากอาสนะไหว้นิครนถ์นาฏบุตร
ทำประทักษิณแล้ว 
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงปาวาริกัมพวัน 
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
-
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์
ได้มา ณ ที่นี้หรือ?
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ดูกรคฤหบดี 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้มา ณ ที่นี้.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์ได้เจรจาปราศรัยเรื่องอะไรๆ 
กับทีฆตปัสสีนิครนถ์
บ้างหรือ?
ดูกรคฤหบดี เราได้เจรจาปราศรัยกับทีฆตปัสสีนิครนถ์บ้าง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ก็พระองค์ได้เจรจาปราศรัยกับทีฆตปัสสีนิครนถ์อย่างไรบ้าง?
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค 
ตรัสบอกเรื่องการเจรจาปราศรัยกับทีฆตปัสสีนิครนถ์จนหมดสิ้น
แก่อุบาลีคฤหบดี. 
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสบอกอย่างนี้แล้ว 
อุบาลีคฤหบดีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆตปัสสีพยากรณ์ดีแล้วๆ 
ข้อที่ทีฆตปัสสีพยากรณ์ แก่พระผู้มีพระภาคนั้น 
ตรงตามที่สาวกผู้ฟัง 
ผู้รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยชอบ 
มโนทัณฑะอันต่ำทรามนั้น
จะงามอะไรเล่า 
เมื่อเทียบกับกายทัณฑะนี้ 
อันยิ่งใหญ่อย่างนี้ 
โดยที่แท้กายทัณฑะเท่านั้นมีโทษมากกว่า 
ในการทำบาปกรรม 
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ
มโนทัณฑะ หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่.
-
ดูกรคฤหบดี 
ถ้าแลท่านจะพึงมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจากัน 
เราทั้งสองพึงเจรจาปราศรัยกันได้
ในเรื่องนี้.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจากัน 
ขอเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัย
กันในเรื่องนี้เถิด.
-
‪#‎พระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามปัญหากรรม‬ ๓
[๖๙] ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญในความข้อนั้นเป็นไฉน 
นิครนถ์ในโลกนี้เป็นคนอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก 
ห้ามน้ำเย็น ดื่มแต่น้ำร้อน 
เมื่อเขาไม่ได้น้ำเย็นจะต้องตาย
-
ดูกรคฤหบดี ก็นิครนถ์นาฏบุตร
บัญญัติความเกิดของนิครนถ์ผู้นี้ในที่ไหนเล่า?
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดาชื่อว่ามโนสัตว์มีอยู่ 
นิครนถ์นั้นย่อมเกิดในเทวดาจำพวกนั้น
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะนิครนถ์
ผู้นั้นเป็นผู้มีใจเกาะเกี่ยวทำกาละ.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงมนสิการ ครั้นแล้ว 
จงพยากรณ์คำหลังกับคำก่อนก็ดี 
คำก่อนกับคำหลังก็ดี ของท่าน ไม่ต่อกันเลย 
ดูกรคฤหบดี ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าจะมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจาต่อกัน 
ของเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้เถิด.
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ก็จริง 
ถึงอย่างนั้นกายทัณฑะเท่านั้น มีโทษมากกว่า 
ในการทำบาปกรรมในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่.
-
[๗๐] ดูกรคฤหบดี 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
นิครนถ์ในโลกนี้พึงเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรโดยส่วน ๔ 
คือห้ามน้ำทั้งปวง 
ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งปวง กำจัดบาป
ด้วยการห้ามบาปทั้งปวง อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว 
เมื่อเขาก้าวไป ถอยกลับ 
ย่อมถึงการฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นอันมาก 
-
ดูกรคฤหบดี ก็นิครนถ์นาฏบุตรบัญญัติวิบากเช่นไร
แก่นิครนถ์ผู้นี้?
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครนถ์นาฏบุตรมิได้บัญญัติกรรม 
อันเป็นไปโดยไม่จงใจว่ามี
โทษมากเลย.
ดูกรคฤหบดี ก็ถ้าจงใจเล่า?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นกรรมมีโทษมาก.
ดูกรคฤหบดี ก็นิครนถ์นาฏบุตร
บัญญัติเจตนาลงในส่วนไหน?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครนถ์นาฏบุตร
บัญญัติเจตนาลงในส่วนมโนทัณฑะ.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงมนสิการ ครั้นแล้ว จงพยากรณ์ 
คำหลังกับคำก่อนก็ดี คำก่อนกับคำหลังก็ดี ของท่าน 
ไม่ต่อกันเลย 
-
ดูกรคฤหบดี ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าจะมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจากัน 
ขอเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้เถิด.
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น 
กายทัณฑะเท่านั้น มีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม 
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ
หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
บ้านนาลันทานี้เป็นบ้านมั่งคั่ง 
เป็นบ้านเจริญ มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น?
อย่างนั้น พระเจ้าข้า บ้านนาลันทา เป็นบ้านมั่งคั่ง 
เป็นบ้านเจริญ มีชนมาก
มีมนุษย์เกลื่อนกล่น.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน 
ในบ้านนาลันทานี้ พึงมีบุรุษคนหนึ่ง
เงื้อดาบมา เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า 
เราจักทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในบ้านนาลันทานี้ 
ให้เป็นลานเนื้อ อันเดียวกัน 
ให้เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน 
โดยขณะหนึ่ง โดยครู่หนึ่ง 
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
บุรุษนั้นจะสามารถทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในบ้านนาลันทานี้ 
ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน 
ให้เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน 
โดยขณะหนึ่ง โดยครู่หนึ่งได้หรือ?
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษ ๑๐ คนก็ดี ๒๐ คนก็ดี ๓๐ คนก็ดี 
๔๐ คนก็ดี ๕๐ คนก็ดี
ไม่สามารถจะทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในบ้านนาลันทานี้ 
ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน 
ให้เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน 
โดยขณะหนึ่ง โดยครู่หนึงได้ 
-
พระเจ้าข้า บุรุษผู้ต่ำทรามคนเดียว จะงามอะไรเล่า.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ 
ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต 
พึงมาในบ้านนาลันทานี้ 
สมณะหรือพราหมณ์นั้น 
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เราจักทำบ้านนาลันทานี้ให้เป็นเถ้า 
ด้วยใจคิดประทุษร้ายดวงเดียว 
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ 
ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิตนั้น 
จะสามารถทำบ้านนาลันทานี้ให้เป็นเถ้า 
ด้วยใจประทุษร้ายดวงหนึ่งได้หรือหนอ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บ้านนาลันทา ๑๐ บ้านก็ดี ๒๐ บ้านก็ดี ๓๐ บ้านก็ดี 
๔๐ บ้านก็ดี ๕๐ บ้านก็ดี สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ 
ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิตนั้น 
สามารถจะทำให้เป็นเถ้าได้ด้วยใจประทุษร้ายดวงหนึ่ง 
บ้านนาลันทาอันต่ำทรามบ้านเดียวจะงามอะไรเล่า.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงมนสิการ ครั้นแล้วจงพยากรณ์ 
คำหลังกับคำก่อนก็ดี 
คำก่อนกับคำหลังก็ดี ของท่าน ไม่ต่อกันเลย 
-
ดูกรคฤหบดี ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพเจ้าจะมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจากัน 
ขอเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้เถิด.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ก็จริงถึงอย่างนั้น 
กายทัณฑะเท่านั้น
มีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม 
ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม 
วจีทัณฑะ มโนทัณฑะ
หามีโทษมากเหมือนกายทัณฑะไม่.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไป 
ท่านได้ฟังมาแล้วหรือ?
อย่างนั้น พระองค์ผู้เจริญ ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ 
ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไป ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ
ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไป 
ท่านได้ฟังมาว่าอย่างไร เกิดเป็นป่าไปเพราะเหตุอะไร?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังมาว่า ป่าทัณฑกี 
ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไปนั้น 
เพราะใจประทุษร้าย อันพวกเทวดาทำเพื่อฤาษี.
-
ดูกรคฤหบดี ท่านจงมนสิการ ครั้นแล้วจงพยากรณ์ 
คำหลังกับคำก่อนก็ดี คำก่อนกับคำหลังก็ดี ของท่าน 
ไม่ต่อกันเลย ดูกรคฤหบดี ก็ท่านได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะมั่นอยู่ในคำสัตย์เจรจากัน 
ขอเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้เถิด.
-
‪#‎อุบาลีคฤบดีแสดงตนเป็นอุบาสก‬
[๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ข้าพระพุทธเจ้าชื่นชมยินดีต่อพระผู้มีพระภาคด้วยข้ออุปมา ข้อแรก 
แต่ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะฟังปฎิภาณการพยากรณ์ปัญหาอันวิจิตร 
ของพระผู้มีพระภาคนี้ ฉะนั้น 
-
ข้าพระพุทธเจ้าจึงยังแกล้งทำเป็นดุจถือตรงกันข้ามอยู่ 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก 
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ 
เปิดของที่ปิด 
บอกทางแก่คนที่หลงทาง 
หรือตามประทีปในที่มืด 
ด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด 
-
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น
เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค 
พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ 
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสก 
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
-
[๗๒] ดูกรคฤหบดี 
ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ 
การที่มนุษย์ผู้มีชื่อเสียงเช่นท่าน
ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำเป็นความดี.
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
แม้ด้วยเหตุที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า 
ดูกรคฤหบดี ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ 
การที่มนุษย์ผู้มีชื่อเสียงเช่นท่านใคร่ครวญเสียก่อน
แล้วจึงทำเป็นความดีนี้ 
-
ข้าพระพุทธเจ้ายิ่งชื่นชมยินดีต่อพระผู้มีพระภาคมากขึ้น 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ด้วยว่าพวกอัญญเดียรถีย์ได้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกแล้ว 
จะพึงยกธงปฏากเที่ยวไปตลอด
บ้านนาลันทาทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเหตุจะได้รู้กันว่า 
อุบาลีคฤหบดี ถึงความเป็นสาวกของพวกเราดังนี้
แต่พระผู้มีพระภาคตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า 
ดูกรคฤหบดี ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้ว
จึงทำ ด้วยว่ามนุษย์ผู้มีชื่อเสียงเช่นท่าน 
ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำเป็นความดี ดังนี้ 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค 
พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ
เป็นครั้งที่ ๒ 
-
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสก 
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
-
[๗๓] ดูกรคฤหบดี ตระกูลของท่านเป็นดุจบ่อน้ำ
ของพวกนิครนถ์มานานแล้ว 
ท่านพึงสำคัญบิณฑบาตอันท่านพึงให้แก่นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึง.
-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ด้วยเหตุนี้ 
พระผู้มีพระภาคตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า
ดูกรคฤหบดี ตระกูลของท่านเป็นดุจบ่อน้ำ
ของพวกนิครนถ์มานานแล้ว 
ท่านพึงสำคัญบิณฑบาตอันท่านพึงให้แก่นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึงนี้ 
ข้าพระพุทธเจ้ายิ่งชื่นชมยินดีต่อพระผู้มีพระภาคมากขึ้น 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า 
พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า
ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่คนเหล่าอื่น 
ควรให้ทานแก่สาวกทั้งหลายของเราเท่านั้น
ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของผู้อื่น 
ทานที่บุคคลให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก 
ทานที่บุคคลให้แก่สาวกของผู้อื่นไม่มีผลมาก 
แต่ความจริง พระผู้มีพระภาคยังทรงชักชวนข้าพระพุทธเจ้า
ในการให้ทาน
แม้ในพวกนิครนถ์ 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ก็แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าจักทราบกาลอันควรในการให้ทานนี้ 
-
ข้าพระพุทธเจ้านี้ 
ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ 
เป็นครั้งที่ ๓ 
-
ขอพระผู้มีพระภาค
จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต 
ตั้งแต่วันนี้
เป็นต้นไป.
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๓
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
หน้าที่ ๕๐ ข้อที่ ๖๗ - ๖๘
http://etipitaka.com/read/thai/13/50/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น