วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

ฟังพุทธวจน ก่อนตาย ไปเกิดไหน? พุทธวจน

#อานิสงส์ในการฟังธรรมก่อนตาย

*

#ฟังธรรม..

-จากตถาคต

-สาวกตถาคต

-ระลึกถึงบทแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

*

-จะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้(อนาคามี)

-ที่ละได้แล้วจะน้อมไปเพื่อนิพพาน

*

ดูกรอานนท์

อานิสงส์

#ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร

#ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร

๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน

-

ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ และในเวลา

ตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์

ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้น

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้ว

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกร อานนท์

จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้

ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

#เธอได้เห็นตถาคต

ตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด

ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ

บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ

-

จิตของเธอย่อมหลุดพ้น

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีก ประการหนึ่ง

จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย

#แต่ได้เห็นสาวกของพระตถาคต

สาวกของพระตถาคต ย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด

ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ

จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอไม่ได้เห็นตถาคต

และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย

แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

#ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา

ได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมหลุดพ้น

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓

ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม

โดยกาลอันควร ฯ

-

ดูกร อานนท์

จิตของมนุษย์ในธรรมวินัยนี้

ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

#เธอย่อมได้เห็นพระตถาคต

พระตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น ... แก่ เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์

อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต

#แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต

สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

เป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕

ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

-

อีกประการหนึ่ง

จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้ว

จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕

แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ในเวลาใกล้ตาย

เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต

และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย

#แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรม

ตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ

ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่

จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพาน

อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส

อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้

-

ดูกรอานนท์

นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖

ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม

โดยกาลอันควร

-

ดูกรอานนท์

อานิสงส์ในการฟังธรรม

ในการใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร

๖ ประการนี้แล ฯ

-

(ภาษาไทย) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๔๓/๓๒๗

-

http://etipitaka.com/read?language=thai&number=343&volume=22

*******

*****

#ฟังธรรมก่อนตายละสังโยชน์๕ได้

#อานิสงส์การเจริญโพชฌงค์

    [๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗

อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มาก

แล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ

อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน?

-

    [๓๘๒] คือ

(๑)

ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน

(๒)

ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ทีนั้น

       จะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย

(๓)

ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ

ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๔)

ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ

ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ทีนั้น

จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๕)

ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ

ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้น

จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๖)

ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ

ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น

จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๗)

ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ

ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น

จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ๕ สิ้นไป

-

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗

อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้

ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.

                   จบ สูตรที่ ๓

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙

สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

หน้าที่ ๙๗ ข้อที่ ๓๘๑ - ๓๘๒

http://etipitaka.com/read/thai/19/96/?keywords=%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C%20%E0%B9%97

----****************

*******************

**อนาคามี ปรินิพพาน ภายหลังกายแตกทำลาย**‪



ประมาณนาทีที่ 1.46 https://www.youtube.com/watch?v=Kt5wVUwN868



#‎อนาคามี‬ ๕ จำพวก



พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑



พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑



พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑



พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑



พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑



ประมาณนาทีที่ 1.00.55 https://www.youtube.com/watch?v=f7-tnESegNg



ปุริสคติสูตร



[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปุริสคติ ๗ ประการ



และอนุปาทาปรินิพพาน



เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง



จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูล



รับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปุริสคติ๗ ประการเป็นไฉน



ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้



คือ ได้ความวางเฉยว่า



ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา



ถ้ากรรมในปัจจุบันไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา



เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้



เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต



ไม่ข้องในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต



ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ



ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง



อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา



เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง



-



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



ภิกษุนั้นย่อมปรินิพพานในระหว่าง



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้



คือ ได้ความวางเฉยว่า



ถ้ากรรมในอดีตไม่มีแล้วไซร้ ... เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่



ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้



เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์ อันเป็นอดีต ...



ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่



ด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล



ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง



อนุสัยคือมานะ ...อนุสัยคืออวิชชา



เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์๕ สิ้นไป



เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง



เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็ก



ที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนออกแล้วดับไป ฉะนั้น ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้



เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง



เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน



สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกยังไม่ถึงพื้นก็ดับ ฉะนั้น ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้



เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



เธอย่อมปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง



เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน



สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกถึงพื้นแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้



เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



เธอย่อมปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก



เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน



สะเก็ดร่อนขึ้นไปแล้วตกลงที่กองหญ้า



หรือกองไม้เล็กๆ สะเก็ดนั้นพึงให้ไฟและควันเกิดขึ้นได้ที่หญ้า



หรือกองไม้เล็กๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควัน



เผากองหญ้าหรือกองไม้เล็กๆ



นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



เธอย่อมปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง



เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน



สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป แล้วพึงตกลงที่กองหญ้า



หรือกองไม้ย่อมๆ สะเก็ดนั้นพึงให้เกิดไฟ



และควันที่กองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ นั้น



ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้าหรือกอง



ไม้ย่อมๆ นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วดับ ฉะนั้น ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้



เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ



เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป



-



เธอเป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ



เปรียบเหมือนนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน



สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้า



หรือกองไม้ใหญ่ๆ ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว



เผากองหญ้าหรือกองไม้ใหญ่ๆ นั้นให้หมดไป



แล้วพึงลามไปไหม้ไม้กอและป่าไม้



ครั้นไหม้ไม้กอและป่าไม้แล้ว



ลามมาถึงที่สุดหญ้าเขียว ที่สุดภูเขาที่สุดชายน้ำ



หรือภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ หมดเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น



ดูกรภิกษุทั้งหลาย



ปุริสคติ๗ ประการนี้แล ฯ



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอนุปาทาปรินิพพานเป็นอย่างไร



ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้



เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ



ย่อมได้ความวางเฉยว่า



ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา



ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา



เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้



เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต



ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต



ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ



ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง



อนุสัยคือมานะ ... อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง



-



เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ



อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป



ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่



-



ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า



อนุปาทาปรินิพพาน



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้



และอนุปาทาปรินิพพาน ฯ



จบสูตรที่ ๒



-



พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓



สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต



หน้าที่ ๖๒ ข้อที่ ๕๒



-



-อ่านพุทธวจน เพิ่มเติมจาก โปรแกรม E-Tipitaka ;



link ; http://etipitaka.com/read/thai/23/62/…



--



เชื่อมโยงกับพระสูตรข้างบน..บุคคล ๔ จำพวก

*******

[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้

๑. เป็น สสังขารปรินิพพายี จะปรินิพพาน

ด้วย ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง ในปัจจุบันเทียว

( บาลี : ทิฏฺเฐว ธมฺเม สสงฺขารปรินิพฺพายี )



๒. บางคนเมื่อกายแตกจึงเป็น สสังขารปรินิพพายี

( บาลี : กายสฺส เภทา สสงฺขารปรินิพฺพายี )



๓. บางคนเป็น อสังขารปรินิพพายี จะปรินิพพาน

ด้วย ไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง ในปัจจุบัน

( บาลี : ทิฏฺเฐว ธมฺเม อสงฺขารปรินิพฺพายี )



๔. บางคนเมื่อกายแตกจึงเป็น อสังขารปรินิพพายี

( บาลี : กายสฺส เภทา อสงฺขารปรินิพฺพายี )



๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

● พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม

● มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล

● มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี

● พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง

● และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

● เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้อยู่ คือ ศรัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ ปัญญา

● ทั้งอินทรีย์๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของ

เธอปรากฏว่าแก่กล้า

● เธอย่อมเป็น สสังขารปรินิพพายี ในปัจจุบันเทียว

● เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้ แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็น สสังขารปรินิพพายี ในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็น สสังขารปรินิพพายี อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

● พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม ฯลฯ

● อินทรีย์ ๕ ประการคือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ...ของเธอปรากฏว่าอ่อน

● เธอเมื่อกายแตกจึงเป็น สสังขารปรินิพพายี

● เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็นสสังขารปรินิพพายีอย่างนี้แล ฯ

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็น อสังขารปรินิพพายีในปัจจุบัน อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

● สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

● บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ

● บรรลุตติยฌาน ฯลฯ

● บรรลุจตุตถฌาน

 เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ คือ ศรัทธา ... ปัญญา

● อินทรีย์๕ ประการนี้ คือสัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่า แก่กล้า

● เธอเป็น อสังขารปรินิพพายี ในปัจจุบัน

● เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเป็น อสังขารปรินิพพายี ในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ



๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็น อสังขารปรินิพพายี อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

● สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

● บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ

● บรรลุตติยฌาน ฯลฯ

● บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

● แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่า อ่อน

● เธอเมื่อกายแตกจึงเป็นอสังขารปรินิพพายี

● เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็น อสังขารปรินิพพายี อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

__________

พระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๑

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น